ตัวเลข ” 23 ” 

 

การขายวิญญาณ ฉบับ Real World เขียนเกรินเหมือนเด็กติดเกมเลยแฮะ

 

แต่จะเปรียบช่วงตลอดชีวิตที่ผ่านมาเสมือนประโยคที่ว่า ”ขายวิญญาณให้ซาตาน” ก็ไม่แปลก เราเคยคิดและ challenge ตัวเองเมื่อนานมาแล้วว่า ไอ้อายุที่คนมันจบปริญญาตรีกัน มัน 22 , 23 เลยนิหว่า

 

แล้วไอ้คนอายุ “23” นี่มันควรเป็นยังไงนะ เราจะไปได้ไกลขนาดไหน แล้วไอ้นิยามของคำว่าไปไกล มันจำเป็นต้องเป็นยังไงของบริบทของคนอายุ 23

 

เป็นการตั้งคำถามสมัยยังเด็ก เอาจริงๆมันก็คงเป็นคำถามที่ใครก็คงเคยคิดว่า จบปริญญา แล้วเราจะเป็นยังไง เราจะทำอะไรกันต่อไป แล้วจะเป็นยังไงเมื่อเราเข้าและจบมหาลัย แต่เราดันเป็นไอ้เด็กที่คิดคำถามนี้ตั้งแต่ “เด็ก” ไม่รู้ว่าเด็กขนาดไหนเหมือนกัน ซึ่งถ้าเอาเท่าที่พอจะจำความได้คำถามนี้คือเกิดขึ้นช่วงมัธยมต้นหรืออาจจะประถมด้วยซ้ำ พอย้อนไป คำถามที่เกิดขึ้นเมื่อเด็กคนนั้นอายุ 12,13 หรืออาจจะต่ำกว่านั้น มันค่อนข้างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเอาเรื่องเมื่อเทียบกับตัวเลข “23”

 

กลายเป็นเราดันมีโจทย์ที่ตั้งธงมาว่า เราจะ ”ต้องเก่ง” ให้ได้ แต่พอเราถึงเลข “23” จริงๆ มันดันมีคำถามเกิดขึ้นมาอีกว่า การขายวิญญาณของเราในช่วงที่ผ่านมานั้น มันคุ้มจริงๆมั้ย ?

 

จึงเกิดเป็นคำถามว่า ทำไมเราต้อง Wanna be ที่จะเก่งในตลอดช่วงที่ผ่านมา เราเชื่อว่าตัวเองโง่ และเราไม่ใช่ Born to be แบบคนอื่นๆ แล้วทำไมเราถึงไม่ใช้ชีวิตไปเรื่อย ใจเย็นๆ แบบคนอื่น?

 

ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาเราได้แลกอะไรหลากหลายอย่างเพื่อเดินทางมาถึงวันนี้ค่อนข้างเยอะ ในความที่สมองค่อนข้างช้ากว่าจะเข้าใจอะไรแบบจริงๆจังๆ กลายเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งเราต้อง Take เวลากับมันเยอะกว่าชาวบ้าน แต่เราเชื่อในกฏ 10,000 ชั่วโมง ซึ่งก็ไม่รู้นะ ว่ามันจริงมั้ย ณ เวลานั้น

 

แต่เราเชื่อว่าถ้าเราทุ่มเทให้กับมัน เราควรจะได้ผลตอบแทนตามสิ่งที่เราทุ่มเทสิ  #แต่ !! ประโยคนี้ใช้ไม่ได้กับความรัก ! พิสูจน์แล้ว! ไม่ว่าทุ่มมากหรือน้อยแค่ไหนก็พังได้ #โสด

 

กลับมาเรื่องของเรา ก็นั้นละ ที่มาของไอ้ประโยคที่ว่าขายวิญญาณ   จริงๆถ้าจะพูดจริงๆมันก็คือการแลก “ชีวิตวัยเด็ก ที่หายไป” กับสิ่งที่เราดันตั้งโจทย์ตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นความสนุกวัยเด็กที่หายไป เกมที่หายไป หรือ เพื่อนก็หายไปเช่นกัน จะด้วยนิสัยที่เหี้ยเอง หรือ ปากเหี้ย อันนี้น่าจะประเด็นใหญ่ ถถถ แต่ก็ทำให้แต่ละช่วงชีวิต มัธยม มหาลัย ทำงาน เราเหลือเพื่อนสนิทช่วงละ 2-3 คนเท่านั้นเอง ทำให้มันเป็นที่มาของคำถามว่ามันคุ้มจริงๆมั้ยที่เราแลกมันไป ถ้าเราใช้เวลากับอย่างอื่น กับเพื่อนมากกว่านี้ละ?

 

บางคนอาจจะมองว่าคุ้ม บางคนอาจจะมองว่าไม่คุ้ม ก็ไม่รู้สินะ เราไม่ได้บอกว่ามันควรเป็นแบบไหน เราแค่มาเล่าให้ฟังว่าชีวิตเราเดินทางมาถึงเลข “23” ซึ่งถ้าเอาจริงๆมันก็เป็นเลขที่คนมองว่าเด็กมาก แต่นั้นละ เราเดินทางมาถึงเลขนี้ด้วยจุดประสงค์ ด้วยการมีเส้นทางที่เราร่างขึ้นเองตั้งแต่ต้น เราเลยไม่เคยมองว่าเลขนี้มันคือเด็กหรือผู้ใหญ่

 

ซึ่งเอาเข้าจริงสิ่งที่เราต้องแลกเมื่อเราเลือกที่จะ ‘วิ่ง’ ในวัยที่ควรหัดเดินมันมากกว่าที่เราคิด สิ่งที่คุณต้องเตรียมใจคือ “การล้ม” และ “เจ็บ” เราเป็นคนหนึ่งที่ล้มและล้มบ่อย ล้มแรง ล้มเรื่อยๆ ล้มจนเราคิดในใจกูนี่มัน Mr.Error ชัดๆ ล้มจนท้อ เราจนคิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่า อาจจะเป็นจริงๆก็ได้

 

การล้ม มันเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เดินๆวิ่งๆอยู่ สะดุด ล้มเองก็เกิดขึ้นได้อาจจะบ่อยครั้งด้วย หรือ ยืนพักอยู่เฉยๆ มีคนมาชนล้มก็มี เมื่อคุณตัวเล็กและคนอื่นเห็นว่าคุณไม่ได้พร้อมในสนามนี้ โลกมันไม่ได้สวยงามขนาดที่เขาจะให้คุณขี่หลัง หรือ จะจูงคุณเดินไปด้วยเสมอไป โลกที่เรายืนและเส้นทางที่เราจะไปมันโหดร้ายกว่านั้น

 

เมื่อครั้งหนึ่งที่คุยงานกับลูกค้า ที่จบไม่ค่อยสวยนัก พร้อมกับเพื่อนในทีมที่ไปคุยด้วย ในวันนั้นเพื่อนพูดขึ้นมาว่า “ถ้าเป็นกู คงช็อคไปละ” นี่คือสิ่งที่เราต้องแลกกว่าจะได้มันมา สิ่งนี้นั้นเราเรียกว่า “ประสบการณ์”  แล้วไอ้ประสบการณ์เนี่ยมันไม่ใช่ว่าเราจะร้องขอจากคุณครู ว่าสอนผมหน่อยครับได้ มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เจ้าสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่เราต้องล้มเอง เราถึงจะเรียนรู้ว่าควรทำยังไง

 

ถ้าเราล้มครั้งแรกแล้วเจ็บ อันนั้นไม่แปลก แต่ถ้าเราล้มด้วยเหตุเดิมแล้วยังเจ็บเท่าเดิม หรือ เจ็บหนักกว่าเดิม อันนี้เราต้องคิดละ เป็นเพราะเขาทำให้เราล้ม หรือ เป็นเพราะเราที่ไม่เรียนรู้จากครั้งก่อน

 

แต่ถ้าเราล้มตั้งแต่รอบแรกแล้วเลือกที่จะหยุดเดินต่อ เราคงไม่สามารถมาถึงจุดนี้ ถ้าเราล้มแล้วเจ็บ แล้วเราบอกตัวเองว่าพอเหอะไม่สนุกเลย เราคงไปต่อไม่ได้ สิ่งที่อยากจะเล่าคือเราว่าไม่ว่าจะล้มมาเจ็บแค่ไหน จากเรื่องไหน สิ่งที่ต้องทำคือ ลุกให้ไว แล้ว Review ว่าอะไรคือต้นตอที่ทำให้เราล้ม แล้วอย่ามาทำให้เราล้มอีก และที่สำคัญ ท้อได้ พักได้ แต่ห้ามหยุด โลกนี้มันโหดร้ายกว่าที่คิด การที่เราหยุด มันไม่ใช่หมายความว่าโลกรอบๆตัวเราหยุดด้วย ทุกคนยังคงเดินไปข้างหน้า การที่เราหยุดไม่ต่างกับการที่เราถอยหลัง ถ้าเหนื่อยนักก็เดินช้าๆก็ได้

 

ถึงวันนี้ วันที่ตัวเลข “23” ซึ่งถ้ามองจากคนรอบตัวที่เรารู้จัก เอาจริงๆคนรอบตัวเราส่วนใหญ่อายุหลัก 20ปลาย ถึง 30กลาง กันทั้งนั้น ก็คงมองว่าตัวเลขนี้มันเด็กมาก แต่เราก็หวังว่า โพสนี้ ที่เราเขียนยาวๆนี้ จะช่วยอะไรใครได้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นน้อง หรือรุ่นพี่ หรือท่านใดๆก็ตาม

 

มาวันนี้เราค่อนข้างภูมิใจในตัวเองที่วันนั้น เลือกที่จะขายวิญญาณ จึงเป็นที่มาของเส้นทางที่เดินทางมาถึงวันนี้ วันที่เราสวมหมวกหลายๆใบพร้อมกัน

 

ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมเมอร์ , Chief Technology Officer (CTO) และ หนึ่งในเจ้าของบริษัทที่มาเลเซีย พร้อมภาระอันหนักอึ่งที่ต้องพยายามทำให้บริษัทรอดช่วงนี้ไปให้ได้, CEO บริษัทซอฟแวร์เล็กๆในไทย , ที่ปรึกษาให้กับบริษัทในไทยบางบริษัท  ที่เราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเขาเหล่านั้น , รองนายกสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย ที่ได้เริ่มทำมาตั้งแต่ สามสี่ปีก่อน และ บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 ที่ยังไม่ทันรับปริญญา Who care?

 

เราเชื่อในประโยคที่ว่า “ไม่มี โชคดีและบังเอิญ บนโลกใบใหญ่ใบนี้” การเดินทางในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราจึง “ยืน” ด้วยตัวเองให้มากที่สุด ด้วยสมมุติฐานว่า โลกรอบๆตัวจะถล่มก็ได้ แต่กูต้องยืนได้ด้วยตัวเอง เมื่อไม่มีโชคดีหรือเรื่องบังเอิญ เราต้องสร้าง “โอกาส” ให้ตัวเองให้มากที่สุด อย่าโทษดินฟ้าอากาศ ว่าไม่มีโอกาส ไม่มีประสบการณ์  

 

ถึงแม้เราจะไม่ได้เริ่มจากติดลบ หรือ เริ่มจาก 0 แต่เราก็ไม่ได้เริ่มจาก 10 เหมือนกัน เราไม่ได้มีทุนชีวิตมากกว่าคนอื่น ทุกสิ่งเกิดจากความพยายาม ที่เราเขียนยาวๆทั้งหมด เราเชื่อว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่อาจจะยังไม่เจอเส้นทางตัวเอง หรือ พึ่งเจอ ไม่ว่าตอนนี้จะอายุยี่สิบต้นๆ หรือ สามสิบกลางๆ เราเชื่อว่ามันพึ่งเริ่มทั้งนั้น  

ณ ตอนนี้เราเริ่มอยู่ตัวแล้ว เราพร้อมจะแชร์ ช่วยเหลือ สนับสนุนคนอื่นมากขึ้นกว่าเดิม จากเดิมที่เราทำแต่สมาคม ในวงของโปรแกรมเมอร์ ตอนนี้เราพร้อมจะออกไปแชร์ความรู้ ในมหาลัย หรือที่ไหนก็ตามแต่ ใครอยากให้ช่วยอะไร ทักมาได้เลย ไม่มีเงินอะไรก็คุยได้ โดยเฉพาะถ้าได้แชร์กับ โรงเรียน มหาลัย ขอที่พักให้พอ ถ้าต่างจังหวัด  หรือถ้าโปรแกรมเมอร์ใครจะจัดงาน ตอนนี้เรากลับมาแล้วว เรามีทุกอย่างพร้อมสนับสนุน ทั้งส่วนตัวและสมาคมฯ

 

ตอนแรกตั้งใจจะเขียนรีวิวชีวิตสั้นๆ เนื่องในโอกาสวันนี้ครบ 23 ขวบ และ เราพึ่งเรียนจบ ก็เลยเอาวะเขียนรีวิวเส้นทางชีวิตเรา ซึ่งไม่รู้จะมีใครอ่านมาถึงมั้ย พร้อมชวนคนมางานรับปริญญาละกัน

 

จะมีงานซ้อมรับปริญญาวันที่

 

————————————————————

วันซ้อมย่อย
– มจธ.บางมด คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
– วันที่ 10 พฤศจิกายน ก่อน 12:00 และ หลัง14:00

– วันที่ 11 พฤศจิกายน หลัง 17:00

————————————————————

 

ถ้าใครสะดวกเรียนเชิญทุกท่าน เราไม่กล้าทักไปเองส่วนตัว เกรงใจ มาเหอะ

 

และ เอาจริงๆ โพสนี้เป็นโพสที่ยากเหมือนกันที่จะเขียน เราไม่รู้ว่าการเขียนออกมา จะทำให้คนเข้าใจจุดประสงค์ที่เราเขียนมั้ย หรือ ไม่รู้ว่าจะคิดว่าเป็นโพสขิงหรือป่าว หรือ มันคุ้มค่ากันมั้ย เพราะถ้าจะเอาจริงๆ ตอนนี้เราเชื่อว่าหลายๆคนที่รู้จักเรา กว่า 30-40% น่าจะคิดว่าเราจบมหาลัยมาสักพักแล้ว ถถถ ถ้าจะมาเขียนรีวิวหรือเขียนชวนคนมางานรับปริญญาตัวเอง ก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือ หายไปมั้ยนะ แต่ไม่เป็นไร เราเชื่อว่าตัวเลขไม่ใช่ตัวกำหนดอะไร

 

Key take away.

  1. หาเส้นทางตัวเองให้เจอ ว่าเราอยากไปทางไหน
  2. เตรียมใจที่จะล้ม และตั้งสติให้ได้เมื่อล้ม
  3. ล้มได้ พักได้ แต่ถ้าอยากไปถึงจุดหมาย อยากให้เดินต่อ ถ้าเหนื่อยมากไม่ต้องวิ่งก็ได้
  4. ไม่มีโชคดีบนโลกใบนี้ โอกาสสร้างได้ด้วยตัวเองเชื่อเรา

 

ปล. ขอบคุณรูปสวยๆจาก Sirirat Channoi

หลังจากที่ได้เปิด Class สอน Vue.js + Firebase ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเริ่มทำโปรเจ็คได้จริง

ในวันที่ 27-28 สิงหาคม 2560

 

 

——— ขออัพโหลดรูปไว้ก่อน เดียวจะหาเวลามาเขียนสรุปเนื้อหา  ———

 

เนื้อหาที่สอน :  (จะอัพโหลดภายหลัง)

สไลด์งาน :    (จะอัพโหลดภายหลัง)


 

 

 

ภาพบรรยายกาศในงาน 

 

 

” Migrate from https to https/SSL via let’s encrypt “

คือหัวข้อที่ไปพูดมาวันนี้ วันนี้คือวันแรกที่พูดในฐานะ “วิทยากร” ให้กับคนที่เราค่อนข้างมั่นใจว่า ท่านๆเหล่านั้นเก่งกว่าแน่นอนนนนนนน ถ้าจะสอนทั่วๆไป กับน้อง กับเพื่อน หรือไปเล่าประสบการณ์ มันไม่กดดันเท่า

จริงๆพี่ปิงมาให้กำลังใจวันก่อนว่า ถ้าเขาเป็นแล้วเขาไม่มาหรอก

แว๊บแรกเออ ก็ใช่เนาะ แต่พอไปเปิดรายชื่อคนที่เข้าร่วม ตู้วหู้วววววววว ” Dr. ” ก็มาาา ไหนลูกพี่ว่า คนเป็นแล้วเขาไม่มาาา

แถมก่อนเริ่ม ” Dr. ” ดังกล่าวบอก พี่มารอฟัง Session ” let’s encrypt ” เลย …….. ไม่ได้กดดันเลยครับพี่.

โชคคคคดี ที่ก่อนหน้านี้รู้ว่าตัวเอง ก็ไม่ได้แข็งขนาดนั้น จึงถือโอกาสเตรียมตัว เตรียมสไลด์ แบบหนักๆจริงๆ ไปนั่งลื้อทำความเข้าใจให้เคลียร์ ตั้งแต่เลเยอร์ล่างสุด ก่อนหน้าเป็นยังไง เทคโนโลยีนี้มาเป็นยังไง เบื้องหลังมันทำงานยังไง ใส้ในของเบื้องหลัง โปรโตคอลทำงานยังไง แล้ว Client พวกนี้ทำอะไรบ้าง เปิดหา Document ของ Tools นั่งไล่ดู Change log บลาๆ อารมณ์แบบถ้าให้มาพูดแค่ทำยังไง คือระดับพี่ๆท่านๆที่มาฟัง คือ ไปเปิด Doc ก็น่าจะเก็ต

เลยเป็นโจทย์ว่า จะทำยังไงให้ Session เราไม่ใช่แค่ทำตาม Tools แต่ต้องเข้าใจว่า Tools มันทำงานยังไง มันมีโอกาสจะ Error ตรงจุดไหนได้บ้าง จะได้ไปจัดการได้ถูก

ก็เลยนั่งคิด นอนคิด แก้สไลด์ไปๆมาๆ จนเกิดเป็นนนนนน
https://drive.google.com/file/d/0B_mVar9acb9RRUFEMXVmTy1GSWc/view?usp=sharing

คือ นั่งอ่านไปถึงจุดที่ว่า ทำเว็บ Thaiprogrammer.org  เป็น A+ ได้ แบบเข้าใจเกือบกระจ่างหมด

นับว่าเป็นเรื่องน่าสนุกดี จากเดิมที่คิดว่าเข้าใจ พอจะไปพูดหรือไปถ่ายทอด ต้องทำให้มัน Make sure ว่าเราเข้าใจถูก กระจ่างลึกจริงๆ ถามมันต้องพร้อมรับได้

จริงๆคือวันนี้ สไลด์ที่ไปพูดคือ ไม่ได้ลึกมาก แต่ถ้าถามลึกกว่านี้คิดว่าในบางคำถามก็น่าจะพอจะตอบได้ แต่แลกกับวันที่ผ่านมาใช้เวลาเตรียมตัวเยอะมากกกกกกกกกกก เนื่องจากสกิลอันน้อยนิดที่มีติดตัวมา

สุดท้าย วันนี้คนฟัง ฟังเรื่องรู้มั้ย ไม่รู้ววววว ถถถถถ
#ขอบคุณที่ยังไม่ปารองเท้ามาหน้าห้องครับ

หลังจากที่ไม่ได้มีเวลาว่างมากนานนมากก พอได้มีเวลาว่างก็เลยมานั่งขีดๆเขียนๆโปรแกรมเล่นๆ

ซึ่งในรอบนี้คือ เว็บแอปพลิเคชั่น ที่จะ Random คำออกมา แล้วสามารถสั่งให้เล่นเสียงแบบสำเนีง US หรือ UK ได้

เพื่อให้เราสามารถเปรียบเทียบได้ว่า แต่ละสำเนียงออกเสียงอย่างไร

 

และ  Side Project ที่ทำในรอบนี้มาตอบโจทย์ตัวเองล้วนๆ ที่ต้องใช้เวลากับการขับรถเยอะ แต่เสียเปล่าไป

ที่นี่ก็เลยคิดเล่นๆว่าจะดีแค่ไหน ถ้าเราขับรถไป ฝึกออกเสียงไป ก็เลยเกิดเป็น pronun.ima8.me ครัช

 

 

pronun.ima8.me

Continue reading

หลังจากที่เมื่อวาน 14/10/59 ได้มีกระแสโพสในลักษณะทำเสื้อแจกฟรี โดยให้คอมเม้น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ไว้ พร้อมกับ ไลค์และแชร์

ซึ่งหลังจากมีโพสนี้ตั้งแต่เช้า ก็มีกระแสเตือนกันในลักษณะว่าอาจจะมีคนไม่หวังดี เอาข้อมูลไปได้นะ แต่โพสในลักษณะนี้และคอมเม้นก็มีมาเรื่อยๆ

โดยในบางโพสนั้นมีมากสูงถึง 100000 คอมเม้น โดยผู้คอมเม้นหวังที่จะได้เสื้อฟรี แต่จริงๆแล้ว จะได้หรือไม่ได้ ผู้เขียนไม่อาจรู้ได้

แต่สิ่งที่เสียไปแน่ๆ คือ ข้อมูลส่วนตัวของท่าน ได้หลุดไปในโลกออนไลน์แล้ว

Continue reading

Pomodoro

หลังจากที่ช่วงหลังมีปัญหากับการหลุดโฟกัส ไม่ว่าจะโดนรบกวนจาก Facebook, line , หรือสิ่งต่างๆที่อยู่ๆก็นึกได้แล้วอยากทำขึ้นมา ก็พยายามที่จะหาหนทาง ทางออกต่างๆนาๆที่จะเรียกคืนสมาธิ ที่เคยมีกลับมา

ก็ได้พบเจอเทคนิคหนึ่งที่ชื่อ Pomodoro  คือเอาจริงๆมันลึกมันเป็นยังไง ไม่เข้าใจหรอก

แต่สิ่งที่นำมาปฏิบัติคือ การที่เราแบ่งเวลา ออกเป็น 2 ส่วน 

  1. โฟกัส กับบางสิ่ง
  2. พัก

Continue reading

เป็นบทความสรุปเรื่องราวในชีวิตของคนนึง ที่ผ่านมา

รู้สึกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ก้าวข้ามหลายยยยขีดจำกัดมาก

Reivew 1 ปีที่ผ่านมา

1 ปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะดีๆของ Intouch ได้รับโอกาสดีๆมากกกมาย ที่แม้แต่ตอนนี้อยากได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนตอนนั้นอีกแล้วว
1 ปีที่ผ่านมา จากการอยู่กับ Intouch ในโครงการ accelerate ทำให้รู้ว่าจริงๆตัวเองต้องการอะไรมาตลอด ต้องการจะเป็นอะไร
1 ปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเสนอตัวไปช่วยจัดงานไอทีเล็กๆงานนึง ซึ่งในใจหวังเพียงแค่ต้องการช่วย ให้งานมันดี ให้ทุกคนแฮปปี้ ให้ทุกคนได้รับความรู้จากงาน ซึ่งทำให้ได้โอกาสต่างๆเยอะมาก
1 ปีที่ผ่านมา ได้เริ่มบทบาทการร่วมเป็นเศษส่วนเล็กๆในการก่อตั้ง “สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย”

Continue reading

“เมื่อไหร่ จะมีคนทำ ……….. ให้เรานะ”

“ทำไมพวกเขาไม่ยอมทำ ………. สักที ”

“น่าจะดีเนาะ ถ้ามี ………… ”

ทำไมต้องรอคนอื่น? ละ

 

อย่ามั่วแต่รอ ให้คนอื่นมาทำให้คุณ

 

บทความนี่ผมจะพูดถึงสิ่งที่หลายคนกำลังเป็น ร่วมทั้งตัวผมในอดีต สิ่งที่อาจจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

Continue reading

sleepyti.me เว็บที่จะช่วยคำนวณเวลาที่เราควรจะตื่น หรือ ควรจะนอนหลับ เพื่อให้สามารถที่จะตื่นขึ้นมาสดชื่นที่สุด

 

นอนดึกอย่างไร ให้ตื่นเช้าไหว ?

งานเยอะ ทำไม่ทัน ต้องตื่นเช้าทำยังไง ?

คำนวณเวลานอน ยังไง ?

ตื่นกี่โมง ดีที่สุด ? 

บทความนี่มีคำตอบให้คุณ !!

 

 

 

Continue reading